วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สิ่งที่ต้องพิจารณาเมื่อสมัครโฮสติ้ง



การสมัครใช้บริการโฮสติ้ง (Hosting) มีสิ่งที่ต้องพิจารณาอยู่หลายประการ ทั้งนี้เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย และมีพื้นที่ใช้งานอย่างเหมาะสม สำหรับสิ่งที่ต้องพิจารณามีดังต่อไปนี้

     1.  สำรวจตรวจสอบขนาดไฟล์ของเว็บไซต์ และคำนวณเผื่อถึงอนาคตด้วย ว่าเราจะเพิ่มข้อมูลมากน้อยแค่ไหน มีไฟล์รูปภาพ, ไฟล์เสียง หรือไฟล์วีดีโอมากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้เพื่อนำไปพิจารณาในการเลือกขนาดของพื้นที่ที่เหมาะสมนั่นเอง

     2.  เว็บไซต์ที่เราสร้างขึ้นนั้น ใช้ภาษาคอมพิวเตอร์อะไรในการพัฒนา ทั้งนี้เพื่อใช้สำหรับเลือกระบบปฏิบัติการนั่นเอง หากเว็บไซต์ของคุณสร้างด้วย CMS ที่เป็น Opensource ก็ควรเลือกโฮสติ้งที่ทำงานด้วยระบบปฏิบัติการลีนุกส์ (Linux) ซึ่งผู้ให้บริการทุกรายจะติดตั้งโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ที่รอบรับการทำงานของ CMS ให้คุณอย่างครบถ้วน

     3.  ต้องใช้ E-mail มากน้อยแค่ไหน เนื่องจากหากคุณต้องการมี E-mail ที่มีชื่อลงท้ายด้วย @yourdomain ของคุณ เช่น admin@ninetechno.com คุณจะต้องเสียพื้นที่สำหรับเก็บ E-mail นั้น ๆ ด้วย

     4.  ใช้งานฐานข้อมูลมากน้อยแค่ไหน เพราะผู้ให้บริการมักกำหนดแพ็คเกจ โดยอ้างอิงจากจำนวนฐานข้อมูลที่สามารถสร้างได้

     5.  คำนวณคร่าว ๆ ว่าจะมีปริมาณคนเข้ามาใช้งานเว็บไซต์มากน้อยแค่ไหน เป้าหมายเป็นอย่างไร เนื่องจากหากมีปริมาณคนเข้าใช้งานเว็บไซต์มาก มีผลทำให้มีปริมาณการถ่ายโอนข้อมูล (Data transfer) สูงขึ้น ผู้ให้บริการหลายราย มักกำหนดแพ็คเกจด้วย Data transfer เช่นเดียวกัน

และทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ต้องพิจารณาให้ดีเมื่อสมัครโฮสติ้ง เพราะการเลือกโฮสติ้ง ก็เหมือนการเลือกเช่าตึก หากเราพิจารณาอย่างรอบคอบ ก็จะช่วยเป็นพื้นฐานของเว็บไซต์ที่มีความมั่นคง และคุ้มค่ากับเงินที่ต้องจ่ายไป


วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ปกป้องหน้า administrator ของ joomla ด้วย ksecure

โดยปกติแล้วเมื่อเราต้องการเข้าไปเขียนบทความ หรือปรับแต่ง joomla เราจะเข้าไปในส่วนของ Back End หรือหลาย ๆ คนอาจจะเรียกว่าหน้า admin ซึ่งเส้นทางสำหรับเข้าสู่หน้านี้ที่เป็นมาตรฐานคือ http://www.yourwebsite.com/administrator ซึ่งจะเห็นว่าไม่มีความปลอดภัยเลย คนที่ใช้งาน joomla เป็นก็สามารถเดาได้ว่าจะเข้าไปปรับแต่งเว็บไซต์ก็แค่เข้าทางนี้  ทำให้มีความเสียงต่อการโดนโจมตีจากผู้ไม่หวังดีเป็นอย่างมาก ยิ่งตั้ง username และ password แบบง่าย ๆ ยิ่งเสี่ยงเข้าไปใหญ่ บทความนี้จึงขอแนะนำ Plug-in ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ

ก่อนใช้ Plug-in ตัวนี้กรุณามีสติ และอ่านบทความให้จบก่อนใช้ มิเช่นนั้นอาจจะทำให้คุณไม่สามารถเข้าไปปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณได้อีกต่อไป (คุณอาจจะทำการสำรองข้อมูลก่อนการใช้งานก็ได้ถ้าไม่มั่นใจ)

Website ของผู้พัฒนา : http://www.kareebu.com/ 
เวอร์ชั่น Joomla ที่สามารถใช้งานได้ : Joomla2.5 และ Joomla3.X
Download Extensions : >>คลิกที่นี่<<
หากต้องการ Download จากเว็บไซต์ของผู้พัฒนาคุณต้องลงทะเบียน และเข้าสู่ระบบก่อน จึงจะสามารถ Download ได้ หลังจาก Download และติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว คลิกเมนู Extensions > Plugin Manager













เมื่อเข้าสู่หน้า Plug-in Manager ให้เลื่อนสกรอบาร์หา System - kareebu Secure และคลิกเพื่อเข้าสู่การตั้งค่า







กำหนดค่าต่าง ๆ ตามภาพได้เลย เน้นย้ำในส่วนของ Password ให้ตั้งเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษ ผสมกับตัวเลขอารบิก อย่างน้อย 6-8 ตัวอักษร (จากตัวอย่างผมทดลองตั้ง 4 ตัวอักษรปรากฏว่าใช้งานไม่ได้) นอกจากนี้คุณจะต้องจดจำ Password นี้ให้ดีมิเช่นนั้นจะเข้าสู่หน้า Administrator ไม่ได้ เพื่อความปลอดภัยควรพิมพ์รหัสผ่านใน โปรแกรมสำหรับพิมพ์เอกสาร เพื่อตรวจสอบดูว่าเราพิมพ์ไม่ผิด แล้วจึงคัดลอกมาใส่ก็ได้ครับ











 ที่น้าจอด้านขวา กำหนดในส่วนของ Status เป็น Enable ส่วนอื่น ๆ ไม่ต้องปรับแต่ง

คลิกปุ่ม Save&Close

 
จากนั้นออกจากระบบเพื่อทดสอบ โดยเปิดโปรแกรม Web browser ขึ้นมาใหม่ แล้วพิมพ์ URL สำหรับเข้าสู่ระบบ ตัวอย่างเช่น http://www.yourwebsite.com/administrator จะไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ต้องใช้ URL ใหม่ดังนี้ http://www.yourwebsite.com/administrator/?123456 แทน

ข้อควรระวัง : สิ่งที่เพิ่มเติมเข้ามาคือ ?ตามด้วยรหัสผ่าน ส่วนนี้คือวิธีการใช้งานของ Plug-inนี้ ถ้าไม่ใส่เครื่องหมาย ? นำหน้ารหัสผ่านก็จะไม่สามารถใช้งานได้

หมายเหตุ : 123456 คือรหัสผ่านที่ผมยกตัวอย่าง เวลานำไปใช้คุณต้องเปลี่ยน 123456 เป็นรหัสของคุณและต้องใส่เครื่องหมาย ? ด้วยนะครับ


เทคนิคการเขียนบทความอย่างรวดเร็ว



เมื่อเขียนบทความบน joomla สิ่งที่ทำให้รู้สึกเป็นภาระในการเขียนบทความก็คือ การแทรกรูปภาพในเนื้อหา เนื่องจากการเพิ่มรูปแต่ละครั้ง มักใช้วิธีการ upload รูปภาพผ่านทาง Back End ของ joomla เข้าไปยังโฟลเดอร์เก็บรูปภาพ และการ upload นี้เอง คือปัจจัยที่ทำให้ช้า หากอินเตอร์เน็ตมีความเร็วมากพอ อาจจะรู้สึกว่าไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าอินเตอร์เน็ตไม่เร็วมักพบปัญหาในการ upload และส่งผลให้การเขียนบทความนั้นเกิดความล่าช้า 

สำหรับแนวทางในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้ยังมีทางออก เทคนิคต่อไปนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าวได้เป็นอย่างดี

     1.  กำหนดไฟล์รูปภาพให้เหมาะสม ไมว่าจะเป็นความกว้าง หรือความสูง รวมไปถึงความละเอียดของรูปภาพด้วย นอกจากนี้แนะนำให้ใช้ไฟล์รูปภาพ นามสกุล .png ก็ช่วยได้มาก
    2.  upload รูปภาพผ่านทาง ftp เข้าไปยังโฟลเดอร์ images โดยสร้างโฟลเดอร์ย่อย แยกประเภทแต่ละบทความด้วยก็ดี เช่น หากเขียนบทความเกี่ยวกับ joomla ก็สร้างโฟลเดอร์ joomla ภายในโฟลเดอร์ images และหากมีปริมาณรูปมาก ก็สามารถสร้างโฟลเดอร์ย่อยในโฟลเดอร์ joomla อีกทีก็ได้ เช่น สร้างโฟลเดอร์ 2014 เพื่อแยกประเภทรูปภาพเป็นปี ๆ เป็นต้น ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างของเส้นทางการสร้างโฟลเดอร์ที่ได้ยกตัวอย่างมาแล้วข้างต้น images/joomla/2014 สำหรับชื่อรูปภาพก็ควรตั้งให้สอดคล้องกับเรื่องราว เช่น joomla-001.png และรันไปเรื่อย ๆ ก็ยิ่งช่วยให้การจัดการง่ายขึ้น และยังสร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อยของไฟล์ได้อีกด้วย
     3.  หลังจาก upload รูปภาพเข้าไปยังโฟลเดอร์เรียบร้อยแล้ว เมื่อเขียนบทความ และต้องการแทรกรูปภาพ ก็เพียงแค่คลิกปุ่ม แทรกรูปภาพ ในชุดเครื่องมือสำหรับเขียนบทความ จากนั้นก็พิมพ์ที่อยู่ของบทความลงไป เช่น images/joomla/2014/joomla-001.png ก็สามารถแทรกรูปภาพได้แล้ว แต่ก่อนที่จะคลิกปุ่ม ตกลง หรือปุ่ม OK ให้ทำการคัดลอกพาทนี้เอาไว้ก่อน และเมื่อต้องการแทรกรูปต่อไป ก็เพียงแค่วางพาทที่คัดลอกเอาไว้ในส่วนของการแทรกรูปภาพ และทำการเปลี่ยนชื่อด้านหลัง เช่น images/joomla/2014/joomla-002.png ซึ่งเมื่อต้องการแทรกรูปภาพต่อ ๆ ไปก็ทำเช่นเดียวกัน

วิธีการที่กล่าวมาทั้งหมดนี้จะช่วยให้การแทรกรูปภาพเป็นเรื่องง่ายขึ้น และช่วยให้คุณสามารถเขียนบทความได้เร็วขึ้นอีกด้วย



วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเตรียมข้อมูลที่ดีช่วยให้สร้างเว็บไซต์ได้เร็วขึ้น



สำหรับคนที่ต้องการมีเว็บไซต์แล้ว มักมีความใจร้อน และอยากจะให้เว็บไซต์เสร็จเร็ว ๆ โดยที่อาจจะลืมไปว่า การสร้างเว็บไซต์นั้น ไม่ใช่ว่าติดตั้ง Joomla เสร็จแล้วจะเหลือแค่การปรับแต่ง Joomla เพียงอย่างเดียว หากแต่ยังต้องนำข้อมูล และรูปภาพไปใส่ ซึ่งก็คือหัวใจของการสร้างเว็บไซต์นั่นเอง ก่อนสร้างเว็บไซต์นั้นคุณอาจจะของเขียนโครงสร้างต่าง ๆ ในกระดาษเสียก่อน เช่น 

     1.  ข้อมูลที่บอกว่าเว็บไซต์ของคุณนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร ข้อมูลนี้จะอยู่ในส่วนของ About Us (เกี่ยวกับเรา) สามารถติดต่อคุณได้อย่างไร Contact Us (ติดต่อเรา) หรือมีข้อตกลง และเงื่อนไขการใช้เว็บไซต์อย่างไร (Term and Condition)
     2.  โครงสร้างของเนื้อหาที่แบ่งออกเป็นหมวดหมู่ ควรกำหนดเอาไว้อย่างชัดเจน ทั้งนี้เพื่อความเป็นระเบียบ สามารถค้นหา ปรับแต่งแก้ไขเนื้อหาได้อย่างรวดเร็ว
     3.  การวางโครงสร้างข้อมูลที่ดีนั้นยังมีประโยชน์ในการทำ SEO ได้อีกด้วย
     4.  หากภายในเว็บไซต์ของคุณต้องใช้เว็บไซต์เป็นจำนวนมาก เช่น เว็บไซต์ที่นำเสนอข้อมูลข่าวสาร หรือเว็บไซต์นำเสนอข้อมูลประเภทบทความ ควรกำหนดโฟลเดอร์จัดเก็บข้อมูลให้เป็นระเบียบด้วย
     5.  เตรียมรูปภาพที่ต้องใช้งานเอาไว้เลย ไม่ใช่แค่การถ่ายภาพที่ต้องการเท่านั้น หากแต่ต้องกำหนดขนาดของรูปภาพ รวมถึงชื่อของรูปภาพที่เหมาะสมอีกด้วย
     6.  มีการเชื่อมโยงไปยังภายนอกเว็บไซต์หรือไม่ ซึ่งหากมีการเชื่อมโยงเราอาจจะหา URL เตรียมเอาไว้ก่อนก็ช่วยประหยัดเวลาได้มากขึ้น
     7.  หากต้องการความสามารถที่มากขึ้น ซึ่งต้อง Download Extensions มาติดตั้งเพิ่มเติม คุณควรจะต้องหาข้อมูลการใช้งาน Extensions นั้น ๆ เอาไว้ร่วงหน้าเลย

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการยกตัวอย่างแบบคร่าว ๆ เพื่อช่วยเตรียมความพร้อมให้กับคุณในเบื้องต้น เมื่อคุณสามารถใช้งาน Joomla ได้แล้วสักระยะหนึ่งคุณจะทราบเองว่าควรจะต้องเตรียมทำอะไรต่อไปอีก ซึ่งผมจะเขียนบทความแนะนำให้ในบทความต่อ ๆ ไป

รูปภาพกับการใช้งานร่วมกับเว็บไซต์




เว็บไซต์ (Website) นั้นพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตามความเร็วอินเตอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้น มีการเพิ่มเติมของภาษาที่ใช้ในการพัฒนาเว็บไซต์อยู่มากมาย เว็บไซต์ที่ดีนั้นประกอบด้วยหลาย ๆ ส่วนอันได้แก่

     1.  ระบบดี คือมีความสามารถที่หลากหลาย เช่น มีแกลเลอรี่, มีแบบสำรวจ หรือระบบอื่น ๆ อีกมากมาย หากคุณใช้งาน Joomla ระบบเหล่านี้มีมาให้เป็นพื้นฐานอยู่พอสมควร แต่หากต้องการระบบมากขึ้นก็สามารถ Download และติดตั้งเพิ่มเติมได้ และที่สำคัญคือระบบนั้นจะต้องมีความปลอดภัย และมีความผิดพลาดน้อยที่สุด
     2.  มีความสวยงาม ซึ่งความสวยงามที่กล่าวถึงนี้ประกอบไปด้วยการออกแบบสีของเว็บไซต์ และการใช้รูปภาพประกอบที่เหมาะสม

บทความนี้จะกล่าวถึงการนำรูปภาพมาใช้งานร่วมกับเว็บไซต์ เนื่องจากส่วนของระบบนั้น เราจะต้องเรียนรู้การใช้งาน และเลือกจากผู้พัฒนาที่มีความน่าเชื่อถือ รูปภาพที่นำมาใช้บนเว็บไซต์นั้น สามารถนำมาใช้ได้หลายชนิด แต่รูปภาพที่ได้รับความนิยมจะมีอยู่ 3 ชนิดได้แก่ .jpg, .png และ .gif

     รูปภาพ .jpg นั้นได้จากเครื่องมือต่าง ๆ เช่น กล้องถ่ายรูปดิจิตอล, สแกนเนอร์ และการจัดภาพบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยโปรแกรมจับภาพหน้าจอก็ได้
     รูปภาพ .png ส่วนใหญ่ได้จากโปรแกรมต่าง ๆ ที่สร้างงานขึ้นมา และบันทึกเป็นไฟล์ .png
     รูปภาพ .gif เป็นภาพเคลื่อนไหวที่สร้างจากโปรแกรมสร้างภาพเคลื่อนไหว หรืออาจจะไม่ใช่ภาพเคลื่อนไหวก็ได้

รูปที่นำไปใช้งานร่วมกับเว็บไซต์สามารถเลือกรูปภาพชนิดใดใน 3 ชนิดก็ได้  เนื่องจากไฟล์มีขนาดเล็กและให้ความสวยงาม คมชัด ในระดับที่ยอมรับได้ในการสร้างเว็บไซต์นั้นหากเราใช้รูปภาพที่มีขนาดเล็กย่อมทำให้การแสดงหน้าเว็บเพจนั้นทำได้รวดเร็ว นอกจากนี้ยังทำให้สิ้นเปลืองพื้นที่ในการเก็บข้อมูลน้อยลง


Mysql โปรแกรมจัดการฐานข้อมูล



การสร้างเว็บไซต์ (Website) ในอดีตนั้น เป็นเพียงการใส่ตัวอักษร และรูปภาพลงบนหน้าเว็บเพจ และใช้ภาษา HTML ในการสร้างหน้าเว็บเพจเป็นหลัก แต่ด้วยความต้องการที่มากขึ้น เช่น ต้องการเก็บข้อมูลผ่านทางเว็บไซต์, ต้องการให้มีการจัดทำระบบสมาชิก, ต้องการให้มีแบบสำรวจ จึงจำเป็นต้องนำฐานข้อมูลเข้ามาเกี่ยวข้อง และภาษาที่ใช้ในการจัดการฐานข้อมูลได้แก่ภาษา SQL นั่นเอง โปรแกรมที่ใช้จัดการฐานข้อมูลนั้นมีหลายโปรแกรม แต่ที่ได้รับความนิยม ได้แก่ MySQL  เนื่องจากเป็นโปรแกรมประเภท Opensource ซึ่งแจกจ่ายให้ใช้งานได้ฟรี อย่างไรก็ตาม Opensource นั้นมีการเปลี่ยนแปลงผู้พัฒนาอยู่บ่อยครั้ง ผู้ให้บริการโฮสติ้งมักให้ความสำคัญและติดตามข่าวสารเหล่านี้อยู่ตลอดอยู่แล้ว หากเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับ MySQL สามารถสอบถามจากผู้ให้บริการของคุณก็ได้

สำหรับ Joomla แล้ว คุณจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ MySQL พอสมควร เช่น การสร้าง Database การสร้างผู้ใช้งานฐานข้อมูล เป็นต้น เรียกได้ว่าศึกษาพอให้รู้หลักการทำงานคร่าว ๆ เท่านั้น ไม่จำเป็นต้องศึกษาการใช้คำสั่งที่ซับซ้อนมากก็ได้ เนื่องจากกระบวนการในการติดตั้ง Joomla นั้น คุณจะต้องสร้างฐานข้อมูล เพื่อรองรับโครงสร้างฐานข้อมูลของ Joomla นั่นเอง และเมื่อคุณต้องการสำรองข้อมูล (Backup) ของเว็บไซต์ คุณจะได้เข้าใจและทำการสำรองข้อมูลได้อย่างถูกต้อง

ภาษา SQL ในอดีตนั้น ผู้ใช้งานจะต้องเข้าใจคำสั่ง และวิธีการในการใช้คำสั่งโดยการพิมพ์คำสั่งที่เรียกว่า Command line แต่ในปัจจุบันนี้ มีเครื่องมือ เข้ามาช่วย ทำให้การใช้งานง่ายขึ้น เครื่องมือสำหรับใช้งาน MySQL นั้นได้แก่ phpMyAdmin นั่นเอง การทำงานของ phpMyAdmin นั้นเป็นลักษณะของหน้าเว็บเพจซึ่งมีเมนู และคำสั่งต่าง ๆ ให้เลือกใช้งานซึ่งช่วยให้ผู้เริ่มต้นมีความสะดวกในการสร้างผู้ใช้ฐานข้อมูล และสร้างฐานข้อมูลด้วยตนเองได้ง่ายขึ้น


วันอาทิตย์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รู้จัก localhost ให้มากขึ้น



โดยหลักการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์กับระบบเครือข่ายแล้ว  คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะมีอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ช่องต่อ Lan หรือ การ์ด Lan ก็แล้วแต่ อุปกรณ์ชิ้นนี้มีความสำคัญกับการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับระบบเครือข่ายด้วยสายสัญญาณ และอุปกรณ์ชิ้นนี้จะมีหมายเลขประจำตัวที่เรียกว่า IP Address เปรียบเสมือนบ้านเลขที่ของคุณที่มีอยู่บนโลกใบนี้ซึ่งจะไม่ซ้ำกันเลย เหตุผลที่ไม่ซ้ำเพราะว่าบ้านเลขที่นั้นจะประกอบด้วย เลขที่ของบ้าน หมู่ที่ ตำบล อำเภอ จังหวัด นั่นเอง

ในการสร้างเว็บไซต์นั้นเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า เราต้องจดโดเมนเนม ซึ่งเป็นเสมือนประตู่ เพื่อให้ผู้เยี่ยมชมเปิดเข้ามายังเว็บไซต์ของเรา โฮสติ้งเปรียบเสมือนบ้านที่จัดเก็บเว็บไซต์ของเราอยู่ภายใน ซึ่งการจดโดเมนเนม และเช่าโฮสติ้งนั้นมีค่าใช้จ่าย 

สำหรับผู้เริ่มต้นอาจจะยังไม่อยากเสียค่าใช้จ่ายดังกล่าว เนื่องจากความไม่พร้อม หรือเพียงแค่ต้องการศึกษา จึงมีผู้พัฒนาโปรแกรม (Software) ที่ติดตั้งลงบนเครื่องคอมพิวเตอร์ แล้วทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นกลายเป็นระบบเครื่องขายซึ่งประกอบด้วยส่วนที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องแม่ข่าย (Server) และส่วนที่ทำหน้าที่เป็นเครื่องลูกข่าย 

เมื่อติดตั้งโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ส่วนใหญ่จะมีการสร้างโฟลเดอร์เพื่อใช้สำหรับวางเว็บไซต์เอาไว้ใน Drive C พร้อมกันนี้จะมีโปรแกรมสำหรับสร้างฐานข้อมูล และโปรแกรมภาษาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเว็บไซต์อย่าง PHP ติดตั้งมาด้วย

หากเราต้องการทดสอบการใช้งานก็เพียงแค่เปิดโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ขึ้นมา แล้วพิมพ์คำว่า localhost หรือจะพิมพ์หมายเลข IP Address ในช่อง Address ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ก็ได้ สำหรับหมายเลข IP Address ของ localhost ก็คือ 127.0.0.1 ซึ่งจะมีหน้าเว็บเพจปรากฏขึ้นมาตามภาพด้านล่าง


ภาพตัวอย่างเมื่อพิมพ์ localhost ในช่อง Address ของโปรแกรมเว็บเบราเซอร์


หมายเหตุ หน้าเว็บเพจที่แสดงขึ้นมานี้ จะมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโปรแกรมจำลองเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นเว็บเซอร์เวอร์ที่คุณเลือกใช้ สำหรับโปรแกรมที่นิยมใช้ได้แก่ Appserv, WAMP, XAMPP เป็นต้น

 

จดโดเมนเนม และเช่าโฮสติ้งพร้อมกันเลยไหม



หากคุณคือผู้เริ่มต้นสร้างเว็บไซต์ (website) ด้วยตนเอง คงเกิดคำถามว่า ควรจดโดเมนเนม และเช่าโฮสติ้งไปพร้อมกันเลยหรือไม่ ความเห็นส่วนตัวแล้ว ผมแนะนำให้จดโดเมนเนม และเช่าโฮสติ้งกับผู้ให้บริการเดียวกัน เนื่องจากบริหารจัดการได้ง่ายนั่นเอง

ยกเว้นบางกรณีที่คุณอาจจะได้โดเมนเนมจากเพื่อน ๆ หรือจะได้มาด้วยวิธีการใดก็ตาม คุณอาจจะปรึกษากับผู้ให้บริการโฮสติ้งที่คุณเลือกใช้บริการ เพื่อให้เขาจัดการให้ ซึ่งผู้ให้บริการทุกรายก็ยินดีช่วยเหลือคุณอยู่แล้ว

หรือในกรณีที่คุณเคยไปจดโดเมนเนม และเช่าโฮสติ้งกับผู้ให้บริการรายอื่น แล้ว คุณก็สามารถแจ้งให้ผู้บริการรายใหม่ ช่วยเหลือคุณในการย้ายโดเมนเนมก็ได้

สิ่งสำคัญที่ต้องเก็บไว้ให้ดีก็คือข้อมูล Username และ Password ที่คุณได้รับหลังจากจดโดเมน หรือหากไม่ได้รับก็อาจจะต้องสอบถามไปยังผู้ให้บริการ เนื่องจาก Username และ Password นี้ใช้สำหรับบริการจัดการโดเมนเนมของคุณนั่นเอง

วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

รู้จักโฮสติ้ง (Hosting) ให้มากขึ้น


อย่างที่ผมเคยเขียนในบทความ หลาย ๆ บทความแล้วว่า ก่อนที่เราจะออกแบบเว็บไซต์นั้น เราควรจะต้องตั้งชื่อเว็บไซต์เป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นการทำให้เป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์ของเราชัดเจนมากขึ้น และเมื่อเราได้ชื่อเว็บไซต์ และจดโดเมนเนมเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไปเราก็จะมาพิจารณากันว่าจะเลือกโฮสติ้ง (Hosting) อย่างไร

หากบอกว่าชื่อเว็บไซต์คือชื่อร้าน หรือชื่อกิจการที่เราตั้งขึ้น โฮสติ้งก็เปรียบเสมือนตึก หรืออาคารที่เราซื้อ หรือเราเช่านั่นเอง หากเรามีทุนทรัพย์มากพอเราก็อาจจะซื้ออาคารนั้นเป็นของเราเลย แต่หากเราไม่มีทุนมากนัก เราก็จำเป็นจะต้องใช้การเช่า แทนการซื้อนั่นเอง

การเช่าโฮสติ้ง เหมือนกับการเช่าตึกอยู่หลาย ๆ ด้าน เช่น 
    1.  ในตึกนั้นมีผู้เช่าอยู่ในชั้นอื่น ๆ ของตึกนั้นด้วย การเช่าโฮสติ้งก็เหมือนกันย่อมมีผู้เช่าคนอื่น ๆ อยู่บนเครื่องเดียวกับเราด้วย
     2.  ในการเช่าตึกนั้นเราสามารถเลือกพื้นที่ได้มากน้อยตามความต้องการ การเช่าโฮสติ้งก็เช่นเดียวกัน
     3.  การเช่าตึกนั้นมีระยะเวลาในการเช่า โฮสติ้งก็เช่นกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเช่าเป็นรายปี
ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นการเปรียบเปรย เพื่อช่วยให้ผู้เริ่มต้นสามารถมองเห็นภาพ และเข้าใจการเช่าโฮสติ้งมากขึ้น

ต่อไปเราจะมาดูว่าในทางเทคนิคแล้วโฮสติ้งนั้นคืออะไรกันแน่ เรามาดูกันเลยดีกว่า โดยหลักการของอินเตอร์เน็ตแล้ว  คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งสามารถเข้าไปเอาข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์อีกเครื่องหนึ่งที่อยู่ห่างไกลได้ เพราะมีการเชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยสื่อนำสัญญาณต่าง ๆ เช่น สายโทรศัพท์, สายไฟเบอร์ออปติค และดาวเทียมเป็นต้น

เมื่อเราสร้างเว็บไซต์เสร็จเราจะทำเว็บไซต์เหล่านั้นไปวางบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เปิดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ตัวนี้จะต้องเปิดตลอด 365 วัน เราเรียกมันว่าเครื่อง Server หากเรามีเงินทุนเราสามารถซื้อเครื่อง Server ติดตั้งเองที่บ้านก็ได้ บางคนบอกว่าถ้าราคาแค่ 2 - 4 หมื่น ซื้อเอาไว้ที่บ้านก็ได้ แต่มันไม่ง่ายอย่างนั้น

เครื่อง Server ต้องได้รับการดูแล โดยมีการสร้างห้องสำหรับวาง Server ภายในห้องนั้นจะต้องติดตั้งแอร์ที่สามารถเปิดได้ทั้งวันทั้งคืน ตลอด 365 วันเช่นกัน นอกจากนี้ไฟฟ้าจะต้องมีความนิ่ง เรียกได้ว่าถ้าไฟดับคุณจะต้องสามารถสำรองไฟฟ้าเอาไว้ได้จนกว่าไฟจะมา  สุดท้ายคือคุณควรมีอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงเพื่อรองรับการทำงานที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย

จากเหตุที่ได้เขียนมาคุณอาจจะบอกว่าบางข้อดูเกิดความเป็นจริงไปหน่อย  แต่ผมเพียงอยากจะบอกว่าเว็บไซต์ที่ดีนั้นต้องมีความเสถียร ไม่ดับง่าย ดับบ่อย หรือที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อย ๆ ว่า เว็บไซต์ล่มนั่นเอง ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้เราจึงไม่อยากจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลเอง เพราะผู้ให้บริการโฮสติ้งได้เตรียมทุกอย่างเอาไว้ให้เราพร้อมแล้ว เพียงแค่เราจ่ายค่าเช่าก็สามารถใช้งานได้ทันที

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจโฮสติ้งมากขึ้ันนะครับ






วิธีจดโดเมนเนม



หลังจากที่เราได้กำหนดชื่อเว็บไซต์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการจดโดเมนเนม (Domain Name) หรือการขอมีชื่อที่อยู่ของเราบนอินเตอร์เน็ตนั่นเอง สำหรับขั้นตอนมีดังต่อไปนี้

          1.    เปิดเว็บไซต์ Google ขึ้นมา และพิมพ์คำว่า จดโดเมน เพียงเท่านี้คุณจะพบเว็บไซต์ที่ให้บริการจดโดเมน เป็นจำนวนมาก คลิกเลือกเว็บไซต์ใด ๆ ก็ได้และมองหาหน้าค้นหาโดเมนตามภาพด้านล่าง ผู้ให้บริการแต่ละแห่งนั้นจะกำหนดส่วนในการค้นหาเอาไว้แตกต่างกัน ทำให้หน้าตาของแบบฟอร์มสำหรับค้นหาชื่ดโดเมนเนมแตกต่างกัน 

จากนั้นพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ที่เราต้องการลงไป โดยไม่ต้องมี .com หรือ .อื่น ๆ เพราะจะเห็นว่าที่ช่องทางด้านหลังนั้นมีตัวเลือกให้เลือก จากตัวอย่างนี้ผมพิมพ์ชื่อเว็บไซต์ว่า thaifruit และกำหนดช่องด้านหลังเป็น .com หรือ .อื่น ๆ ตามความต้องการ เมื่อเสร็จแล้วคลิกปุ่ม Search

ภาพตัวอย่าง แบบฟอร์มสำหรับค้นหาโดเมนเนม แบบที่ 1


ภาพตัวอย่าง แบบฟอร์มสำหรับค้นหาโดเมนเนม แบบที่ 2


          2.    ระบบจะทำการตรวจสอบซึ่งจะใช้เวลาสักครู่หนึ่ง และแจ้งให้เราทราบว่า จะสามารถ จดโดเมนเนมที่ต้องการได้หรือไม่ หากสามารถจดได้ ก็จะเข้าสู่หน้าเว็บไซต์สำหรับดำเนินการจดโดเมนเนม แต่ถ้าชื่อที่ต้องการไปซ้ำกับคนอื่น ระบบก็จะแจ้งเตือนให้เราเปลี่ยนชื่อ ทำเช่นนี้จดกว่าจะได้ชื่อโดเมนเนมที่ต้องการ

จะเห็นว่าวิธีการในการจดโดเมนเนมนั้นไม่ยากเลย  ซึ่งการจดโดเมนเนมในลักษณะนี้เป็นการจดโดเมนเนมสำหรับการมีเว็บไซต์ทั่ว ๆ ไป แต่ถ้าคุณเป็นหน่วยงาน หรือบริษัทที่ต้องการความเป็นสามากล อาจจะมีขั้นตอนการจดโดเมนเนมที่เพิ่มเข้ามาอีกนิดหน่อย ในเรื่องของการเตรียมเอกสารเกี่ยวกับหน่วยงาน หรือบริษัทของคุณ นอกจากนี้การจดโดเมนเนมในลักษณะนี้ก็จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอีกด้วย ลักษณะของโดเมนเนมที่ต้องมีการเตรียมเอกสารเช่น yourname.co.th เป็นต้น


วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ความสำคัญของโดเมนเนม (Domain name)



โดยปกติแล้วเมื่อเราต้องการสร้างเว็บไซต์ (Website) สิ่งที่ควรนึกถึงเป็นอันดับแรกก็คือชื่อของเว็บไซต์ หรือ โดเมนเนม (Domain Name) นั่นเอง เนื่องจากชื่อของเว็บไซต์นั้นเป็นสิ่งที่เราใช้บอกกับคนอื่น ๆ เพื่อให้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของเรา และชื่อเว็บไซต์ก็เปรียบเสมือนแบรนด์ของสินค้า หากเราเลือกชื่อเว็บไซต์ที่เหมาะสม จะเป็นการสื่อความหมายให้คนทั่วไปรู้จักกับสินค้า หรือบริการของเราได้ดีขึ้น

เช่น ธุรกิจของเราจำหน่ายผลไม้ เราอาจจะตั้งชื่อเว็บไซต์ว่า thaifruit.com หรือ fruitthai.com เป็นต้น การตั้งชื่อในลักษณะนี้เป็นการนำคำที่มีความหมาย และเข้าใจง่ายมาเรียงต่อกัน อาจจะสลับคำไว้ด้านหน้าบ้าง ด้านหลังบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับว่า ชื่อเว็บไซต์ หรือชื่อโดเมนที่เราต้องการนั้น มีคนจดทะเบียนไปแล้วหรือยัง เนื่องจากชื่อเว็บไซต์บนโลกนี้ไม่สามารถมีชื่อที่ซ้ำกันได้ นั่นเอง เพื่อให้คุณสามารถได้ชื่อเว็บไซต์ที่ต้องการ คุณควรจะตั้งชื่อให้มากกว่า 1 ชื่อ และคัดเลือกเชื่อที่ต้องการที่สุดเอาไว้อันดับที่ 1 และค่อย ๆ ลดความสำคัญลงมา ซึ่งจะช่วยให้การจดโดเมนเนม รวดเร็วมากยิ่งขึ้น

นอกจากชื่อที่เราเลือกแล้ว นามสกุลของโดเมนเนม ก็มีส่วนสำคัญที่ระบุว่าเว็บไซต์ของเรานั้น เป็นเว็บไซต์ประเภทใด เช่น .com คือเว็บไซต์ที่ใช้ในทางธุรกิจ, .org คือองค์กรไม่หวังผลกำไร เป็นต้น เพราะฉะนั้นการตั้งชื่อเว็บไซต์ที่ดีต้องเลือกนามสกุลของเว็บไซต์ที่เหมาะสมด้วย

หมายเหตุ คำว่านามสกุลของเว็บไซต์นั้น ผมใช้เรียกเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่าย ๆ สำหรับในทางวิชาการแล้วมักจะเรียกเป็นแบบอื่น